วันพฤหัสบดีที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"ยาห์เวห์พระเจ้าผีห้ามกินหมู" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”ยาห์เวห์พระเจ้าผีห้ามกินหมู” ด้วยพระเจ้าผีรังเกียจหมูที่เป็นสิ่งสกปรกเป็นสัตว์มีกีบแต่ไม่เคี้ยวเอี้ยง มีคุณสมบัติไม่ครบต่อการบริโภคสำหรับสาวกเป็นของไม่สะอาด จึงทรงสั่งห้ามหลักฐานดังนี้

บางส่วนในไบเบี้ย
7 And the swine, though he divide the hoof, and be clovenfooted, yet he cheweth not the cud; he is unclean to you. (Leviticus 11:7).
7 หมู เพราะมันเป็นสัตว์แยกกีบและมีกีบผ่าแต่ไม่เคี้ยวเอื้อง จึงเป็นสัตว์ที่เป็นมลทิน (ไม่สะอาด) สำหรับเจ้า (เลวีนิติ 11:7)

8 Of their flesh shall ye not eat, and their carcase shall ye not touch; they are unclean to you. (Leviticus 11:8)
8 ห้ามรับประทานเนื้อของสัตว์เหล่านี้ และห้ามแตะต้องซากของมัน มันเป็นสิ่งที่เป็นมลทิน (ไม่สะอาด) สำหรับเจ้า (เลวีนิติ 11:8)

สัตว์ที่เคี้ยวเอื้องและมีกีบเท้าแยก แน่นอนไม่ใช่หมู และหมูก็เป็นสัตว์ที่ไม่เคี้ยวเอื้องแต่มีกีบเท้าแยก นี้เป็นความบกพร่องของยาห์เวห์พระเจ้าผี หรือเป็นการสะเพร่าในระหว่างการสร้างสิ่งมีชีวิตอันน่าขบขัน สำหรับผู้หลงเชื่องมงาย.

คำถามคือ
1.ทำไมยาห์เวห์พระเจ้าผีไม่สร้างหมู ให้เป็นสัตว์ที่มีกีบแยกและเคี้ยวเอี้ยง เหล่าสาวกจะได้กิน อย่างเอร็ดอร่อย.
2.แท้จริงแล้วยาห์เวห์พระเจ้าผี ไม่ได้สร้างสรรพสัตว์ใดๆเลย ใช่หรือไม่.

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"นะบีอีซา (เยซู) ยังไม่ตายแต่ขึ้นไปอยู่กับพระเจ้าผี" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”นะบีอีซา (เยซู) ยังไม่ตายแต่ขึ้นไปอยู่กับพระเจ้าผี” ด้วยพระเจ้าผีให้คนไปตายแทนและรับพระเยซูมาทั้งๆที่มีชีวิต หลักฐานดังนี้

บางส่วนในกุรอาน
117.”Never did I (Jesus) say to them aught except what You (Allah) did command me to say: ‘Worship Allah, my Lord and your Lord.’ And I was a witness over them while I dwelt amongst them, but when You took me up, You were the Watcher over them; and You are a Witness to all things. (This is a great admonition and warning to the Christians of the whole world). (Surah5. Al-Ma’idah, Part7)
117ข้าพระองค์ (นะบีอีซา) มิได้กล่าวแก่พวกเขา นอกจากสิ่งที่พระองค์ทรงใช้ข้าพระองค์เท่านั้น ที่ว่าท่านทั้งหลายจงเคารพสักการะต่ออัลลอฮฺ ผู้เป็นพระเจ้าของฉัน และเป็นพระเจ้าของพวกท่านด้วย และข้าพระองค์ย่อมเป็นพยานยืนยันต่อพวกเขาในระยะเวลาที่ข้าพระองค์อยู่ในหมู่พวกเขา ครั้นเมื่อพระองค์ได้ทรงรับข้าพระองค์ไปแล้ว (ได้ทรงยกข้าพระองค์ขึ้นมายังพระองค์ทั้งชีวิตและร่างกาย ขณะที่พวกเขาจะเอาชีวิตข้าพระองค์) พระองค์ท่านก็เป็นผู้ดูแลพวกเขา และพระองค์ทรงเป็นสักขีพยานในทุกสิ่ง. (ซูเราะฮฺที่5, อัล-มาอิดะฮฺ, ญุซอฺที่7)

กุรอานบอกชัดว่านะบีอีซา (เยซู)ยังไม่ตายแต่หลบหนีการตามล่าจากยิวไปอยู่กับอัลลอฮฺพระเจ้าผี ช่างให้ที่พักและที่หลบภัยกับนักโทษ

คำถามคือ
1.ทำไมมูฮัมมัดไม่ได้ขึ้นสวรรค์ทั้งๆที่มีชีวิตตัวเป็นๆอย่างเยซู (สองมาตรฐานหรือเปล่า)



วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"ยาห์เวห์พระเจ้าผีอนุญาติให้พี่ชายแต่งงานกับน้องสาวได้" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”ยาห์เวห์พระเจ้าผีอนุญาติให้พี่ชายแต่งงานกับน้องสาวได้” ด้วยพระยาห์เวห์พระเจ้าผียอมรับการแต่งงานของ อับราฮัมและน้องสาวของตน (นางซาร่า) หลักฐานดังนี้

บางส่วนของไบเบี้ย
2 And Abraham said of Sarah his wife, She is my sister: and Abimelech king of Gerar sent, and took Sarah. (Genesis 20:2)
2 อับราฮัมพูดถึงนางซาราห์ ภรรยาของตนว่า เธอเป็นน้องสาวของข้าพเจ้าและอาบีเมเลค กษัตริย์แห่งเกราร์ทรงสั่งคนมารับนางซาราห์ไปพบ (ปฐมกาล 20:2)

3 But God came to Abimelech in a dream by night, and said to him, Behold, thou art but a dead man, for the woman which thou hast taken; for she is a man's wife. (Genesis 20:3)
3 แต่พระเจ้าผีเสด็จมาหาอาบีเมเลคทางพระสุบินในเวลากลางคืน และตรัสกับอาบีเมเลคว่า เจ้าจะต้องตาย เพราะหญิงซึ่งเจ้านำมานั้นมีสามีแล้ว (ปฐมกาล 20:3)

การแต่งงานระหว่างพี่น้อง เป็นเรื่องปรกติสำหรับโลกของความจริงดังนั้นพระยาห์เวห์พระเจ้าผีจึงเข้าฝันอาบีเลค และทรงรับรองการเป็นสามีภรรยาของอับราฮัมและนางซาร่า.

คำถามคือ
1.อับราฮัมเป็นผู้เผยวจนะของพระเจ้าผี ที่ท่านยอมรับนับถือใช่หรือไม่
2.อับราฮัมหลงใหลน้องสาวของตน เป็นเรื่องผิดปรกติหรือไม่


วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"ยาห์เวห์พระเจ้าผีอนุญาติให้ลูกสาวตั้งครรภ์กับบิดา" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”ยาห์เวห์พระเจ้าผีอนุญาติให้ลูกสาวตั้งครรภ์กับบิดา” ด้วยไม่มีบรรดาชายใดต้องการแต่งงานกับลูกสาวของโลท โลทจึงสมสู่กับลูกสาวทั้งสองของตน หลักฐานดังนี้

บางส่วนของไบเบี้ย
36 Thus were both the daughters of Lot with child by their father. (Genesis 19:36).
36 ดังนั้นบุตรหญิงทั้งสองของโลทจึงตั้งครรภ์กับบิดาของพวกนางเอง (ปฐมกาล 19:36).

37 And the firstborn bare a son, and called his name Moab: the same is the father of the Moabites unto this day. (Genesis 19:37).
37 คนหัวปีคลอดบุตรชายคนหนึ่ง และตั้งชื่อว่าโมอับ เขาเป็นบรรพบุรุษของคนโมอับจนทุกวันนี้ (ปฐมกาล 19:37).

38 And the younger, she also bare a son, and called his name Benammi: the same is the father of the children of Ammon unto this day. (Genesis 19:38).
38 ส่วนคนน้องคลอดบุตรชายคนหนึ่งด้วย และตั้งชื่อว่า เบน-อัมมี เขาเป็นบรรพบุรุษของคนอัมโมนจนทุกวันนี้ (ปฐมกาล 19:38).

ช่างน่าภูมิใจเหลือเกิน ที่ลูกสาวแท้ๆสมสู่กับพ่อแท้ๆ จนมีลูกหลานสืบเผ่าพันธ์ จนถึงทุกวันนี้และไม่มีโองการลงโทษใด นั่นแสดงว่ายาห์เวห์พระเจ้าผีรู้เห็นเป็นใจ และพอใจการกระทำของโลท (นะบีลูฎ)

คำถามคือ
1.โลทคือผู้เผยแพร่พระวจนะของพระเจ้าผีคนหนึ่ง ที่ท่านยอมรับนับถือใช่หรือไม่
2.โลทไม่ต้องรับบทลงโทษใดเลย นั้นสมควรแล้วหรือ

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"อัลลอฮฺพระเจ้าผีใช้ผู้หญิงล่อคนเข้าลัทธิ" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”อัลลอฮฺพระเจ้าผีใช้ผู้หญิงล่อคนเข้าลัทธิ” ช่างเป็นกลวิธีที่แยบยลลึกซึ้ง เผยแพร่ศาสนาแล้วได้เพศตรงข้าม เป็นของแถม หลักฐานดั่งนี้

บางส่วนในกุรอาน
50 O prophet (Muhammad) Verily, We have made lawful to you your wives, to whom you have paid their Mahr (bridal-money given by the husband to his wife at the time of marriage), and those (slaves) whom your right hand possesses-whom Allah has given to you, and the daughters of your ‘Amm (paternal uncles) and the daughters of you ‘Ammat (paternal aunts) and the daughters of your Khal (maternal uncles) and the daughters of your Khalat (maternal aunts) who migrated (from Makkah) with you, and a believing woman if she offers herself to the Prophet, and the Prophet wishes to marry her-a privilege for you only, not for the (rest of) the believers. Indeed We know what We have enjoined upon them about their wives and those (slaves) whom their wives and those (slaves) whom their right hands possess, in order that there should be no difficulty on you. And Allah is Ever Oft-Forgiving, Most Merciful.(Surah33. Al-Ahzab, Part22)
50โอ้ นะบีเอ๋ย เราได้อนุมัติแก่เจ้าในบรรดาภริยาของเจ้า ซึ่งเจ้าได้มอบมะฮัรแก่พวกเธอ (เราได้อนุมัติหญิงหลายประเภทให้เจ้า เป็นการเปิดโอกาสและสะดวกง่ายดายแก่เจ้าในการเผยแผ่ศาสนาเช่น ให้สมรสกับหญิงที่เจ้ามอบมะฮัรให้พวกเธอ และเธอก็อยู่ในครอบครองของเจ้า นี่คือประเภทหนึ่ง) และสิ่งที่มือขวาของเจ้าครอบครองจากพวกที่อัลลอฮฺทรงมอบหมายให้แก่เจ้า (อีกประเภทหนึ่งคือพวกที่ถูกจับเป็นเชลยศึกในสงคราม หญิงประเภทนี้ดีกว่าทาสีที่ครอบครองโดยการซื้อขาย) และบุตรสาวของอา ลุง ของเจ้า และบุตรสาวของอา ป้าของเจ้า และบุตรสาวของน้า ลุง ของเจ้า และบุตรสาวของน้า ป้า ของเจ้า ซึ่งพวกเธอได้อพยพร่วมไปกับเจ้า (นี่ก็อีกประเภทหนึ่ง) และหญิงผู้ศรัทธาเมื่อนางเสนอตัวของนางแก่ท่านนะบี หากท่านนะบีปรารถนาจะสมรสกับนาง (เราได้อนุมัติหญิงประเภทนี้ให้แก่เจ้า โดยที่นางมีความรักในอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์) ทั้งนี้สำหรับเจ้าโดยเฉพาะ มิใช่สำหรับบรรดาผู้ศรัทธา (หญิงประเภทดังกล่าวข้างต้นนั้น เป็นที่อนุมัติสำหรับท่านนะบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม โดยเฉพาะไม่เป็นที่อนุมัติแก่บรรดามุอฺมินทั่วไป เว้นแต่ฝ่ายชายจะต้องมอบมะฮัรให้แก่ฝ่ายหญิง) แน่นอน เรารู้ดีถึงสิ่งที่เราได้กำหนดแก่พวกเขาในเรื่องบรรดาภริยาของพวกเขา และสิ่งที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง (คือสิ่งที่เราได้บัญญัติแก่บรรดามุอฺมินในเรื่องของค่าใช้จ่าย มะฮัร พยาน ในขณะทำการสมรสและการมีภริยาได้ไม่เกิน 4 คน ตลอดจนสิ่งที่เราได้อนุมัติให้แก่พวกเขา คือสิ่งที่มือขวาของพวกเขาครอบครอง, ทาสี) เพื่อที่จะไม่เป็นที่ลำบากใจแก่เจ้า และอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงอภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ

คำถามคือ
1.มูฮัมมัดได้รับสิทธิพิเศษ ในการได้เมียมากมายเท่าที่เลี้ยงดูได้ นี้เป็นสิ่งที่เยซูต้องอิจฉาใช่หรือไม่
2.การที่เยซูไม่มีเมีย จึงเหลือเรี่ยวแรงไถ่บาป ให้ผู้อื่น ใช่หรือไม่

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"อัลลอฮฺพระเจ้าผีอนุญาติเมียสี่คน" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”อัลลอฮฺพระเจ้าผีอนุญาติเมียสี่คน” ด้วยบรรดาชายอาหรับตายในสงครามเผยแพร่วจนะจนทำให้จำนวนประชากรชายหญิงมีไม่เท่ากัน จึงอนุญาติให้ชายที่มีความสามารถเลี้ยงดูภรรยาได้มากกว่าหนึ่งคน เพื่อเพิ่มลูกหลานให้เป็นกำลัง เผยแพร่พระวจนะต่อไปนั้นเอง

บางส่วนในกุรอาน
3And if you fear that you shall not be able to deal justly with the orphan-girls then marry (other) women of your choice, two or three, or four; but if you fear that you shall not be able to deal justly (with them), then only one or (the slaves) that your right hands possess. That is nearer to prevent you from doing injustice. (Surah4. An-Nisa’, Part4)
3และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมในบรรดาเด็กกำพร้าได้ (ถ้าเกรงว่าจะไม่สามารถให้ความยุติธรรมแก่ภรรยาที่เป็นกำพร้าได้ เป็นต้นว่าไม่สามารถจะเลี้ยงเธอให้อยู่ดีกินดี หรือไม่ก็เอาเงินของเธอไปใช้จ่ายแล้วไซร้ ก็จงอย่าแต่งงานกับหญิงกำพร้า เพราะการไม่ให้ความยุติธรรมแก่เธอ และการกินทรัพย์ของเธอนั้นเป็นบาปใหญ่) ก็จงแต่งงานกับผู้ที่ดีแก่พวกเจ้า (ให้แต่งงานกับหญิงที่มิใช่เป็นกำพร้า ที่พวกเจ้าเห็นดีเห็นชอบจะเป็นสองคน หรือสามคน หรือสี่คนก็ได้ ถ้าสามารถที่จะเลี้ยงนางเหล่านั้นด้วยความเป็นธรรม) ในหมู่สตรีสองคนหรือสามคน หรือสี่คน แต่ถ้าพวกเจ้าเกรงว่า พวกเจ้าจะให้ความยุติธรรมไม่ได้ ก็จงมีแต่หญิงเดียว หรือไม่ก็หญิงที่มือขวาของพวกเจ้าครอบครองอยู่ (หมายถึงหญิงทาสของพวกเจ้า) นั่นเป็นสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่าในการที่พวกเจ้าจะไม่ลำเอียง (ซูเราะฮฺที่4, อัน-นิซาอฺ, ญุซอฺที่4)

ชัดเจนแล้วว่าอัลลอฮฺพระเจ้าผี สร้างผู้หญิงมาให้มากกว่าชายและเพื่อเป็นการดึงดูด พวกต่างความเชื่อให้หันมาอ่อนน้อมต่ออัลลอฮฺพระเจ้าผีมากขึ้นนั้นเอง

คำถามคือ
1.ชาวอาหรับเป็นพวกบ้ากามใช่หรือไม่
2.ทำไมพระเจ้าไม่อนุญาติให้เยซูมีเมียเป็นตัวเป็นตน แต่มูฮัมมัดกลับได้เมียทั้งๆที่เป็นผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน (สองมาตรฐานรึเปล่า)

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"อัลลอฮฺพระเจ้าผีห้ามกราบไหว้หิน" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”อัลลอฮฺพระเจ้าผีห้ามกราบไหว้หิน” ด้วยบรรดารูปปั้นต่างๆเหล่านั้นทำมาจากหิน ปูน ซึ่งมันมองก็ไม่เห็น ฟังก็ไม่ได้ แล้วกราบไหว้ไปทำไม มูฮัมมัดเป็นพยานเรื่องนี้

บางส่วนในกุรอาน
18And they worship besides Allah things that harm them not, nor profit them, and they say: “These are our intercessors with Allah.” Say: “Do you inform Allah of that which He knows not in the heavens and on the earth?” Glorified and Exalted is He above all that which they associate as partners (with Him)! (Surah10. Yunus, Part11)
18และพวกเขาจะเคารพภักดีสิ่งอื่นไปจากอัลลอฮฺ ที่มิได้ให้โทษแก่พวกเขา และมิได้ให้ประโยชน์แก่พวกเขา และพวกเขาจะกล่าวว่าเหล่านี้คือผู้ช่วยเหลือเรา ณ ที่อัลลอฮฺ (พวกมุชริกีนอ้างว่า บรรดารูปปั้นต่างๆ ที่พวกเขาเคารพบูชานั้น จะช่วยเหลือพวกเขาได้ ณ ที่อัลลอฮฺทั้งๆที่บรรดารูปปั้นเหล่านั้นทำมาจากหิน ปูน ซึ่งมันมองก็ไม่เห็น ฟังก็ไม่ได้) จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด)พวกท่านจะแจ้งข่าวแก่อัลลอฮฺด้วยสิ่งที่พระองค์ไม่ทรงรู้ ในบรรดาชั้นฟ้าและในแผ่นดินกระนั้นหรือ พระองค์ทรงมหาบริสุทธิ์และทรงสูงส่ง เหนือสิ่งที่พวกเขาตั้งภาคีขึ้น (ซูเราะฮฺที่10, ยูนุส, ญุซอฺที่11)

หินประหลาดสีดำกะบะฮฺที่เชื่อกันว่า เป็นบ้านอัลลอฮฺพระเจ้าผี หรือดินแดนสวรรค์ของอัลลอฮฺพระเจ้าผี ช่างประหลาดที่คนงมงาย ไปกราบไหว้ขอโน่นนี้ กับบ้านของพระเจ้าผี และใครเล่าอยากอยู่กับอัลลอฮฺในหินประหลาดนั้น

คำถามคือ
1.กะบะฮฺก็คือสวรรค์ของอิสลาม เป็นที่อยู่ของอัลลอฮฺพระเจ้าผี ใช่หรือไม่