วันพุธที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"นะบีอีซาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตรีเอกานุภาพ" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”นะบีอีซาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตรีเอกานุภาพ” จากหลักฐานในไบเบี้ยพิสูจน์ได้ชัดว่า นะบีอีซา (เยซู)ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของตรีเอกานุภาพ (Trinity) แต่เป็นเพียงผู้เผยคำพูดของพระเจ้าผี เหมือนมูฮัมมัดเท่านั้น

บางส่วนในไบเบี้ย

45 And when the chief priests and Pharisees had heard his parables, they perceived that he spake of them. (Matthew 21:45)
45 เมื่อพวกหัวหน้าปุโรหิตกับพวกฟาริสีได้ยินอุปมาเหล่านั้น ก็หยั่งรู้่ว่าพระองค์ตรัสเล็งถึงพวกเขา (มัทธิว 21:45)

46 But when they sought to lay hands on him, they feared the multitude, because they took him for a prophet. (Matthew 21:46)
46 เขาอยากจะจับพระองค์ แต่กลัวฝูงชน เพราะเขาทั้งหลายถือว่าพระองค์เป็นผู้เผยพระวจนะ (มัทธิว 21:46)

นี้พิสูจน์ว่า ทฤษฎี”นะบีอีซาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตรีเอกานุภาพ” เป็นจริงเพราะเมื่อขณะเยซูมีชีวิตอยู่นั้นไม่มีใครเชื่อว่าเขาเป็นพระเจ้าผีหรือบุตรพระเจ้าผีหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของตรีเอกานุภาพเลย แม้แต่พระฟาริสียังปฏิเสธ เพราะฉะนั้นเยซูหรือนะบีอีซาจึงเป็นเพียงผู้ส่งสารจากพระเจ้าผีเท่านั้น นี้เพียงพอแก่ข้อกล่าวหาว่า พวกคริสต์ บิดเบือนไบเบี้ยได้อีกด้วย

คำถามคือ
1.ทำไมพวกคริสต์ถึงยกย่องนะบีอีซามากกว่านะบีมูฮัมมัด ทั้งๆทีทั้งคู่ก็เป็นผู้เผยพระวจนะเหมือนกัน (สองมาตรฐานหรือเปล่า)

วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"พระเจ้าผีทำให้ทะเลแดงแห้งไม่ใช่โมเสส" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”พระเจ้าผีทำให้ทะเลแดงแห้ง” จากหลักฐานในไบเบี้ยพิสูจน์ได้ชัดว่าโมเสสไม่ได้มีส่วนใดๆเลยนอกจาก ยื่นมืออันชราภาพเหี่ยวแห้งออกผึ่งลมริมชายหาดทะเลแดงเท่านั้น หลักฐานดังนี้

บางส่วนในไบเบี้ย
21 And Moses stretched out his hand over the sea; and the LORD caused the sea to go back by a strong east wind all that night, and made the sea dry land, and the waters were divided. (Exodus 14:21)
21 โมเสสยื่นมือออกเหนือทะเลและพระยาห์เวห์ก็ทรงบันดาลให้ลมตะวันออกพัดโหมไล่น้ำทะเลตลอดคืน ทำให้ทะเลกลายเป็นดินแห้งและน้ำแยกออกจากกัน (อพยพ 14:21)

22 And the children of Israel went into the midst of the sea upon the dry ground: and the waters were a wall unto them on their right hand, and on their left. (Exodus 14:22)
22 ชนชาติอิสราเอลก็เดินผ่านกลางทะเลบนดินแห้งส่วนน้ำนั้นตั้งเป็นเหมือนกำแพงสำหรับพวกเขาทั้งทางขวาและทางซ้าย (อพยพ 14:22)

23 For the LORD your God dried up the waters of Jordan from before you, until ye were passed over, as the LORD your God did to the Red sea, which he dried up from before us, until we were gone over: (Josh 4:23)
23 เพราะว่าพระยาห์เวห์พระเจ้าผีของพวกท่านทรงทำให้แม่น้ำจอร์แดนแห้งไปต่อหน้าท่านจนท่านข้ามไปได้หมด ดังที่พระยาห์เวห์พระเจ้าผีของท่านทรงทำต่อทะเลแดง ทรงทำให้แห้งเพื่อพวกเราจนเราข้ามไปหมด (โยชูวา 4:23)

หลังจากการหนีหัวซุกหัวซุนจากกองทัพฟาโรห์จากอียิปต์ จนมาถึงทะเลแดงอันกว้างใหญ่ที่ขวางการหนีอย่างสุดชีวิต พระเจ้าผีก็ได้แหวกทะเลแดงออกเป็นกำแพงให้โมเสสและคณะหนีต่อไปได้

คำถามคือ
1.จะพิสูจน์ได้อย่างไรว่า สิ่งที่พระเจ้าผีทำนั้นคือเรื่องจริง

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"พระเจ้าผีแขนกุดใช้คำพูดสร้างสรรพสิ่ง" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”พระเจ้าผีแขนกุดใช้คำพูดสร้างสรรพสิ่ง” เฉกเช่นศิลปินไร้แขนแต่ใช้ปากวาดภาพได้ โดยที่พระเจ้าผีแอบอ้างว่า สร้างโลก สร้างมนุษย์ด้วยคำพูด หลักฐานดั่งนี้

บางส่วนในไบเบี้ย
1 In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God. (John1:1)
1 ในปฐมกาลพระวาทะทรงดำรงอยู่ และพระวาทะทรงอยู่กับพระเจ้าผี และพระวาทะทรงเป็นพระเจ้าผี (ยอห์น1:1)

2 The same was in the beginning with God. (John1:1)
2 ในปฐมกาลพระองค์ทรงอยู่กับพระเจ้าผี. (ยอห์น1:1)

3 All things were made by him; and without him was not any thing made that was made. (John1:3)
3 พระเจ้าผีทรงสร้างสรรพสิ่งขึ้นมาโดยพระวาทะ ในบรรดาสิ่งที่เป็นอยู่นั้น ไม่มีสักสิ่งเดียวที่เป็นอยู่นอกเหนือพระวาทะ (ยอห์น1:3)

พระเจ้าผีซึ่งไร้ตัวตนมีแต่เสียงใช้เพียงคำพูดสร้างทุกสิ่งขึ้น พระอัครฑูตยอห์นเป็นพยานในทฤษฎี”พระเจ้าผีแขนกุดใช้คำพูดสร้างสรรพสิ่ง” ตามหลักฐานที่ยกมาท่านใดจะแย้งเชิญเสนอหลักฐานที่มีที่มาที่ไปหรือดีเบตกับผมได้ที่
http://buddhist.createdebate.com

คำถามคือ
1.พระเจ้าผีไม่รู้วิธีการใช้มือและแขนในการก่อสร้าง ใช่หรือไม่
2.พระเจ้าผีมีกรรมกรส่วนตัวคอยทำตามคำสั่ง ใช่หรือไม่


วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"พระเยซูหลงรักนางมารีย์ชาวแมกดาลีน" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”พระเยซูทรงรักนางมารีย์ชาวแมกดาลีน”เฉกเช่นบุรุษธรรมดาผู้หนึ่งที่พึงมีความรักต่อหญิงสาว โดยเยซูบังคับให้นางมารีย์ชาวแมกดาลีน นับถือพระนางมารีและเรียกว่า”มารดา”

บางส่วนในไบเบี้ย
26 When Jesus therefore saw his mother, and the disciple standing by, whom he loved, he saith unto his mother, Woman, behold thy son! (John 19:26).
26เมื่อพระเยซูทอดพระเนตรเห็นมารดาของพระองค์ และสาวกคนที่พระองค์ทรงรัก(นางมารีย์ชาวแมกดาลีน)ยืนอยู่ใกล้พระองค์ จึงตรัสกับมารดาของพระองค์ว่า "หญิงเอ๋ย นี่คือบุตรของท่าน (แม่ นี่คือเยซูลูกของแม่)" (ยอห์น 19:26)

27 Then saith he to the disciple, Behold thy mother! And from that hour that disciple took her unto his own home. (John 19:27).
27แล้วพระองค์ตรัสกับสาวกคนนั้น (นางมารีย์ชาวแมกดาลีน)ว่า "นี่คือมารดาของท่าน" แล้วสาวกคนนั้นก็รับมารดาของพระองค์มาอยู่ในบ้านของตนตั้งแต่เวลานั้น. (ยอห์น 19:27)

หลังจากเยซูฟื้นคืนชีพและพบคนรักและมารดาของตน เยซูได้แนะนำให้หญิงที่ตนรักรู้จักกับมารดาของตน ทั้งได้ฝากมารดาของตนให้อยู่กับคนรัก ช่างโรแมนติคเสียนี้กระไร และยังสอดคล้องกับทฤษฎี”พระเยซูหลงรักนางมารีย์ชาวแมกดาลีน” ตามหลักฐานที่ยกมาท่านใดจะแย้งเชิญเสนอหลักฐานที่มีที่มาที่ไปหรือดีเบตกับผมได้ที่
http://buddhist.createdebate.com

คำถามคือ
1.ทำไมเยซูไม่ประกาศให้คนทั้งโลกรู้ว่านางมารีย์แมกดาลีนคือหญิงที่ตนรัก.
2.เพราะถูกยิวตามล่าเยซูจึงปิดบังฐานะของนางมารีย์แมกดาลีนหญิงที่ตนรัก ใช่หรือไม่. 

วันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"อิสลามนับถือโตหร่าห์" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”อิสลามนับถือโตหร่าห์” ทั้งๆที่เป็นคัมภีร์ของยิวที่เป็นศัตรูตัวฉกาจและตลอดกาลของอาหรับแต่อัลลอฮฺได้บังคับไว้ ตามหลักฐานดังนี้

บางส่วนในกุรอาน
44. Verily, We did send down the Taurat (Torah) [to Musa (Moses)], therein was guidance and light, by which the Prophets, who submitted themselves to Allah’s Will, Judged for the Jews. And the rabbis and the priests [too judged for the Jews by the Taurat (Torah) after those Prophets], for to them was entrusted the protection of Allah’s Book, and they were witnesses thereto. Therefore fear not men but fear Me (O Jews) and sell not My Verses for a miserable price. And whosoever does not judge by what Allah has revealed, such are the Kafirun (i.e. disbelievers- of a lesser degree as they do not act on Allah’s Laws). (Surah5. Al-Ma’idah, Part6)
44.แท้จริงเราได้ให้อัต-เตารอต (โตหร่าห์)ลงมา โดยที่ในนั้นมีข้อแนะนำและแสงสว่าง ซึ่งบรรดานะบีที่สวามิภักดิ์ได้ใช้อัต-เตารอตตัดสินบรรดาผู้ที่เป็นยิว และบรรดาผู้ที่รู้แล้วในอัลลอฮฺ และนักปราชญ์ทั้งหลายก็ได้ใช้อัต-เตารอต ตัดสินด้วย เนื่องด้วยสิ่งที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้รักษาไว้ (นั่นคือ) คัมภีร์ของอัลลอฮฺและพวกเขาก็เป็นพยานยืนยันในคัมภีร์นั้นด้วย ดังนั้นพวกเจ้า จงอย่ากลัวมนุษย์ แต่จงกลัวข้าเถิด และจงอย่าแลกเปลี่ยนบรรดาโองการของข้ากับราคาอันเล็กน้อย และผู้ใดที่มิได้ตัดสินด้วยสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาแล้วชนเหล่านี้แหละคือผู้ปฏิเสธการศรัทธา. (ซูเราะฮ์ที่5, อัล-มาอิดะฮฺ, ญุซอฺที่6).

หลักฐานจากกุรอ่าน ข้างต้นนั้นน่าจะเพียงพอถึงการยืนยันว่า เตารอต (โตหร่าห์)เป็นคัมภีร์ที่มุสลิมต้องศึกษาด้วย

ทฤษฎี”อิสลามนับถือโตหร่าห์ยังคงอยู่ตามหลักฐานที่ยกมาท่านใดจะแย้งเชิญเสนอหลักฐานที่มีที่มาที่ไปหรือดีเบตกับผมได้ที่

http://buddhist.createdebate.com

คำถามคือ
1.ระหว่างคัมภีร์โตหร่าห์กับกุรอาน คัมภีร์ใดถือเป็นกฎหมายสูงสุด.

วันศุกร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"อิสลามสร้างสันติภาพในหมู่สาวกอับราฮัม" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”อิสลามสร้างสันติภาพในหมู่สาวกอับราฮัม”ทั้งๆที่ลัทธิอับราฮัมได้สร้างความสับสนให้แก่ชาวโลกมานานด้วยการแบ่งแยกมวลชนออกเป็น ยิว, คริสต์, และอิสลามแต่สุดท้ายแล้ว อิสลามกับพยายามรวบรวมสันติภาพคืนแก่ ยิว, คริสต์ ดังหลักฐานนี้

บางส่วนในกุรอาน
84. Say (Muhammad): ”We believe in Allah and in what has been sent down to us, and what was sent down to Ibrahim (Abraham), Isma’il (Ishmael), Ishaq (Isaac), Ya’qub (Jacob) and Al-Asbat [the offspring of the twelve sons of Ya’qub (Jacob)] and what was given to Musa (Moses), ‘Isa (Jesus) and the Prophets from their Lord. We make no distinction between one another among them and to Him (Allah) we have submitted (in Islam).” (Surah3. Al-‘Imran, Part3).
84. จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า เราได้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺแล้ว และได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานแก่อิบรอฮิม (อับราฮัม) และอีสมาอีล (อิชมาเอล) และอิสฮาก (ไอแซก) และยะอฺกูบ (ยาคอบ) และบรรดาผู้สืบเชื้อสาย (จากยะอฺกูบ) และศรัทธาต่อสิ่งที่มูซา (โมเสส) และอีซา (เยซู) และนะบีทั้งหลายได้รับจากพระเจ้าของพวกเขา โดยที่เราจะไม่แยกระหว่างคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา และพวกเรานั้นเป็นผู้ที่นอบน้อมต่อพระองค์. (ซูเราะฮฺที่3, อาละอิมรอน, ญุซอฺที่3).

ทั้งๆที่กุรอานบอกอย่างชัดเจนว่าให้นอบน้อมต่อโมเสสและเยซูซึ่งเป็นผู้นำของชาวยิวและคริสต์ตามลำดับนั้นย่อมแสดงว่า แท้จริงแล้วอิสลามเคารพในความเป็นยิวทั้งบรรพบุรุษและลูกหลาน แต่ความขัดแย้งที่เกิดในสงครามครูเสด ล้วนมาจากสันตะปาปาที่สูญเสียรายได้จากการแสวงบุญที่แสนงามจึงทำการต่อต้านสาวกของมูฮัมมัด และชักชวนผู้โง่เขลาให้เข้าสู่สงครามครูเสด.

ทฤษฎี”อิสลามสร้างสันติภาพในหมู่สาวกอับราฮัม”ยังคงอยู่ตามหลักฐานที่ยกมาท่านใดจะแย้งเชิญเสนอหลักฐานที่มีที่มาที่ไปหรือดีเบตกับผมได้ที่

http://buddhist.createdebate.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ทฤษฎี"เยซูประกาศปฏิวัติยึดอำนาจพระเจ้าผี" หลักฐานชัด


ผมขอเสนอทฤษฎี”เยซูประกาศปฏิวัติยึดอำนาจพระเจ้าผี”ด้วยเป็นเจ้าลัทธิผู้กระหายซึ่งอำนาจที่มองไม่เห็นนั้นได้ปรากฎตัวออกมาในคราบของนักหลอกลวงผู้ประกาศการไถ่บาปที่เลื่อนลอย แต่สุดท้ายก็เปิดเผยตัวตนชัดเจนว่ายังมีจิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ยังเจืออยู่ด้วย ความโลภ, ความโกรธและความหลง หลักฐานชัดแจ้งดังนี้

บางส่วนในไบเบี้ย
18 And Jesus came and spake unto them, saying, All power is given unto me in heaven and in earth. (Matthew 28:18).
18 พระเยซูจึงเสด็จเข้ามาใกล้แล้วตรัสกับพวกเขาว่า สิทธิอำนาจทั้งหมดในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดีทรงมอบไว้แก่เราแล้ว. (มัทธิว 28:18)

19 Go ye therefore, and teach all nations, baptizing them in the name of the Father, and of the Son, and of the Holy Ghost. (Matthew 28:19)
19 เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงออกไปและนำชนทุกชาติมาเป็นสาวกของเรา จงบัพติศมาพวกเขาในพระนามของพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์. (มัทธิว 28:19)

20 Teaching them to observe all things whatsoever I have commanded you: and, lo, I am with you alway, even unto the end of the world. Amen. (Matthew 28:20).
20 และสอนพวกเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดที่เราสั่งพวกท่านไว้ และนี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:20)

23 Which is his body, the fulness of him that filleth all in all. (Ephesians 1:23)
23 Now the church is his body, the fullness of him who fills all in all. (Ephesians 1:23)
23 คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์ ซึ่งเป็นความบริบูรณ์ของพระองค์ ผู้ทรงเติมทุกอย่างในทุกแห่งให้เต็มบริบูรณ์. (เอเฟซัส 1:23)

เจ้าลัทธิได้สั่งการและคำสั่งได้ขยายตัวออกไปแล้ว อย่างรวดเร็วใครเล่าจะหยุดยั้งลัทธินี้ได้ หลักฐานล้วนสนับสนุนทฤษฎี”เยซูประกาศปฏิวัติยึดอำนาจพระเจ้าผี” ท่านใดจะแย้งผมเชิญครับหาหลักฐานที่ชัดแจ้งและตรงประเด็นจากกุรอ่านหรือไบเบี้ยหรือจะดีเบตกันได้ที่ http://buddhist.createdebate.com.

คำถามคือ
1.เยซูทำไปเพื่อตนเองและสาวก ใช่หรือไม่
2.เยซูโฆษณาชวนเชื่อว่าสามารถไถ่บาปให้แก่ผู้อื่น เพื่อหลอกล่อในคนมานับถือ ใช่หรือไม่